วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

การแชร์ปริ้นเตอร์ใน Windows 7


การแชร์ปริ้นเตอร์ใน Windows 7

เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการแชร์ปริ้นเตอร์

แชร์เครื่องปริ้นเตอร์



เปิดระบบป้องกันการเ้ข้าใช้แบบสาธารณะ ถ้าไม่เปิดก็ได้แต่เครื่องที่ต้องการเข้ามาใช้ต้องล๊อกอินก่อนใช้เครื่องปริ้น

คลิกเลือก Turn off เพื่อปิดระบบล๊อกอิน
จากนั้นดูไอพีเครื่องที่แชร์ปริ้นเตอร์
เสร็จขั้นตอนการแชร์ที่เครื่องแม่

ขั้นตอนการเข้าใช้ปริ้นเตอร์ที่เครื่องลูก


กดปุ่ม Windows+r แล้วพิมพ์ตามขั้นตอนที่ 13

หรือจะเข้าแบบนี้ก็ได้แล้วเอนเทอร์

ดับเบิ้ลคลิกที่ปริ้นเตอร์ตามขั้นตอนที่ 14


การตั้งเครื่องปริ้นเตอร์เป็นเครื่องหลัก



วิธีการแชร์ไฟล์ใน WINDOWS 7


วิธีการแชร์ไฟล์ใน WINDOWS 7

  1. อันดับแรกเราต้องทำการเปิดการแชร์ของ network ที่เราใช้อยู่เสียก่อนให้เข้าไปที่ control panel  -> Network and Internet -> Network and Sharing Center เมื่อกดเข้ามาแล้วจะพบกับหน้าต่างดังภาพ
  2. คลิ๊กเลือกไปที่ Change advanced sharing setting เพื่อเข้าสู่เมนูของการปรับแต่งค่าของ Network ซึ่งจุดนี้สำคัญเราต้องปรับค่าให้ตรงกับ Network ที่เราใช้อยู่ โดยทั่วไปจะมี Home , Work network และ Public ซึ่งถ้าเราใช้ Network ตัวไหนอยู่ก็ให้ทำการปรับค่าที่ Network นั้นซึ่งในตัวอย่างเป็น Network แบบ Public เมื่อกดเข้าไปเราหาเมนูดังภาพด้านล่าง
  3. ทำการเปิด Network discovery , File and printer sharing และ Public folder sharing โดยติ๊กเลือกที่ Turn on ดังภาพด้านบน จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่างสุดหาคำว่า Password protected sharing ทำการ Turn of ค่านี้ดังภาพด้านล่าง
  4. เมื่อทำการตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยให้กด Save Change แล้วปิดหน้าต่างออกมาได้เลย จากนั้นมาเข้าสู่กระบวนการแชร์ไฟล์ โฟลด์เดอร์ หรือไดร์ฟโดยทำนำเมาส์ไปชี้ที่ไฟล์ โฟลด์เดอร์ หรือไดร์ฟที่ต้องการจะแชร์ คลิ๊กขวาเลือก properties เพื่อเรียกหน้าต่างสำหรับปรับแต่งค่าขึ้นมา จากนั้นเลือกไปที่หัวข้อ Sharing จากนั้นเลือกไปที่ Share คลิ๊กหนึ่งครั้ง
  5. เมื่อคลิ๊กที่คำสั่ง Share แล้วจะปรากฏหน้าต่างสำหรับกำหนดสิทธิ์ ตรงจุดนี้ไม่ต้องใส่ใจเลือกคลิ๊กไปที่ Share ที่อยู่ด้านล่างได้เลยดังภาพ
  6. เมื่อเสร็จสิ้นการแชร์แล้ว เราจำเป็นจะต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ โฟลด์เดอร์ หรือไดร์ฟที่เราได้ทำการแชร์เมื่อครู่นี้โดยเลือกไปที่หัวข้อ Security เพื่อทำการกำหนดสิทธิ์โดยเมื่อคลิ๊กเข้าไปก็จะพบกับหน้าต่างดังภาพด้านล่าง
  7. เลือกไปที่ Edit เพื่อเข้าสู่เมนูการเพิ่มสิทธิ์ จากนั้นเลือกไปที่ add
  8. พิมพ์คำว่า everyone ลงในช่อง Enter the object names to select จากนั้นกด Check Name หากพิมพ์ถูกต้องก็จะปรากฏคำว่า Everyone ขึ้นมาดังภาพด้านล่างจากนั้นกด OK
  9. เมื่อทำการเพิ่มชื่อแล้วให้กลับมาดูที่ช่องของการกำหนดสิทธิ์ในส่วนของ Group or user names ถ้ามี Everyone ปรากฎอยู่ก็เป็นอันเสร็จให้กด OK ออกมาได้เลยเท่านี้เครื่องเราก็จะสามารถทำการแชร์ไฟล์ได้ตามปกติแล้ว

วิธีการเข้าหัว RJ-45 


 

ตารางที่ 1 แบบ T568B Crossover 

RJ-45
CABLE (CAT 5)
Pin
Symbol
Color
1
TD+
ขาวส้ม
2
TD-
ส้ม
3
RX+
ขาวเขียว
4
Not Assigned
น้ำเงิน
5
Not Assigned
ขาวน้ำเงิน
6
RX-
เขียว
7
Not Assigned
ขาวน้ำตาล
8
Not Assigned
น้ำตาล

ตารางที่ 2 แบบ T568A (Cross)

RJ-45
CABLE (CAT 5)
Pin
Symbol
Color
1
TD+
ขาวเขียว
2
TD-
เขียว
3
RX+
ขาวส้ม
4
Not Assigned
น้ำเงิน
5
Not Assigned
ขาวน้ำเงิน
6
RX-
ส้ม
7
Not Assigned
ขาวน้ำตาล
8
Not Assigned
น้ำตาล

วิธีการเข้าหัวทั้ง 2 แบบ - การเข้าแบบธรรมดา เป็นการเชื่อมต่อแบบต่างอุปกรณ์ เช่น การใช้สายต่อกันระหว่าง คอมพิวเตอร์ กับ Switch หรือ HUB

RJ-45 PIN
RJ-45 PIN
1 Rx+
1 Rc+
2 Rc-
2 Rc-
3 Tx+
3 Tx+
6 Tx-
6 Tx-



วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556


การรักษาความปลอดภัยในเครือข่าย

                การใช้งานเครือข่ายแม้ว่าจะมีประโยชน์ต่อการสื่อสารข้อมูล แต่ยังคงมีความเสี่ยง หากไม่มีการควบคุมหรือป้องกันที่ดี การโจมตีหรือบุกรุกเครือข่าย หมายถึงความพยายามของผู้บุกรุก หรือผู้ประสงค์ร้ายที่จะเข้าใช้ระบบ (Access Attack) การแก้ไขข้อมูลหรือระบบ (Modification Attack)การทำให้ระบบไม่สามารถใช้งานได้ (Deny of Service Attack) และ การบิดเบือนข้อมูล (Repudiation Attack) เพื่อลักลอบนำข้อมูลที่สำคัญหรือ เข้าใช้ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

รูปแบบการโจมตีเครือข่าย
-                   Packet Sniffer
-                   IP Spoofing
-                   Password Attacks
-                   Man in the Middle
-                   Denial of Service
-                   Trojan Horse & Virus

Packet Sniffer
                คือความพยายามของผู้บุกรุก โดยการใช้โปรแกรมที่มีความสามารถในการตรวจจับ Packet ที่เคลื่อนที่อยู่บนเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งPacket ของข้อมูลที่ไม่มีการเข้ารหัส (Clear text) ซึ่งอาจจะนำไปสู่การโจมตีเครือข่ายในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป เช่น ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านPacket Sniffer อาจโจมตีโดยใช้ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านที่ตรวจจับได้ เข้าใช้งานระบบ

IP SpoofingIP Spoofing
                คือ การปลอมแปลงหมายเลข IP Address ให้เป็นหมายเลขซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าใช้งานเครือข่ายนั้นๆ ได้ เพื่อบุกรุกเข้าไปขโมย หรือทำลายข้อมูล หรือกระทำการอื่นๆ อันเป็นการโจมตีเครือข่าย เช่น การเข้าไปลบค่า Routing table ทิ้งเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลผ่านไปยังภายนอกได้
การได้มาซึ่งหมายเลข IP Address ที่ได้รับอนุญาตอาจได้มาจากการ Sniffer ดูแพคเกจข้อมูลจากหมายเลข IP ต่างๆ ที่วิ่งผ่านเพื่อจับสังเกตหาหมายเลข IP Address ที่คาดว่าจะเป็นไปได้ หรือใช้วิธีการอื่นๆ ที่ได้มาซึ่งหมายเลข IP Address

Password AttacksPassword Attacks
                คือ ความพยายามบุกรุกเข้าสู่เครือข่าย เพื่อโจมตีเครือข่ายรูปแบบอื่นๆ ต่อไป โดยการใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่ง รหัสผ่าน สำหรับเข้าสู่เครือข่าย เช่น Packet Sniffer, IP spoofing หรือใช้วิธีการเดารหัสผ่าน (Brute-Force)

Man in the MiddleMan in the Middle
                คือ ผู้โจมตีที่ทำตัวเป็นตัวกลาง หรือ ปลอมตัวเป็นตัวกลางระหว่างเครือข่าย เช่น ปลอมเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ISP ที่ทำหน้าที่ให้บริการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างองค์กร เพื่อโจมตีเครือข่ายองค์กรใดๆ โดยการอาศัยวิธีการต่างๆ เช่น Packet Sniffer ในการขโมยข้อมูล

Denial of ServiceDenial of Service
                คือ ความพยายามของผู้บุกรุก ในการทำให้เครือข่าย หรือ Server นั้น ไม่สามารถให้บริการได้ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ทรัพยากรของ Server จนหมด ถือเป็นการโจมตีจุดอ่อน หรือ ข้อจำกัดของระบบ เช่น การส่ง Packet จำนวนมากอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ Traffic เต็ม

Trojan Horse & VirusTrojan Horse & Virus
                คือ ความพยายามในการทำลายระบบ โดยการส่ง Trojan horse, Worm หรือ Virus เข้าโจมตีเครือข่าย
-                   Trojan horse คือโปรแกรมทำลายระบบที่แฝงมากับโปรแกรมอื่นๆ เช่น Screen Saver
-                   Worm คือโปรแกรมที่แพร่กระจายตัวเองไปยังเครื่องอื่นๆ ในเครือข่าย
-                   Virus คือโปรแกรมที่ทำลายระบบและโปรแกรมภายในเครื่องคอมพิวเตอร์

การรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย

                แม้ว่าการปกป้องข้อมูลเป็นสิ่งที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด แต่การรักษาเครือข่ายให้ทำงานอย่างถูกต้องก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการปกป้องข้อมูลที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ถ้ามีช่องโหว่ของระบบเครือข่ายที่อนุญาตให้โจมตีได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจใช้ทั้งเวลาและความพยายามอย่างมากที่จะทำให้ระบบกลับมาทำงานให้เหมือนเดิม


รูปแบบการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย
-                   Firewall
-                   Intrusion Detection System
-                   Cryptography
-                   Authorized
-                   Secure Socket Layer
-                   Virtual Private Network

Firewall
                คือ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่ใช้เพื่อให้ผู้ใช้ที่อยู่ภายในสามารถใช้บริการเครือข่ายภายในได้เต็มที่ และใช้บริการเครือข่ายภายนอก เช่นอินเตอร์เน็ตได้ และในขณะเดียวกันจะป้องกันมิให้ผู้อื่นเข้าใช้บริการเครือข่ายที่อยู่ข้างในได้ โดยการควบคุมและกำหนดนโยบายการใช้เครือข่ายโดยอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แพ็กเก็ตผ่านได้
Firewall แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
-                   Application Layer Firewall หรือเรียกว่า Proxy Firewall ทำหน้าที่ควบคุมและกำหนดนโยบายการใช้งาน Application ต่างๆ โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Client แทน Server
-                   Packet Filtering Firewall ทำหน้าที่กรองแพ็คเก็ตที่ผ่านเข้า-ออกเครือข่าย และอนุญาต / ไม่อนุญาตให้ผ่าน Firewall ได้ ตามนโยบายที่กำหนดไว้

Intrusion Detection SystemIntrusion Detection System
                เป็นเครื่องมือสำหรับการรักษาความปลอดภัยอีกประเภทหนึ่งที่ใช้สำหรับตรวจจับความพยายามที่จะบุกรุกเครือข่าย โดยระบบจะแจ้งเตือนผู้ดุแลระบบเมื่อการบุกรุกหรือพยายามที่จะบุกรุกเครือข่ายIDS ไม่ใช่ระบบป้องกันผู้บุกรุก แต่มีหน้าที่เตือนภัย ในการเข้าใช้เครือข่ายที่ผิดปกติเท่านั้น ดังนั้นจะต้องมีความสามารถในการระบุได้ว่าเหตุการณ์ใดผิดปกติ และผิดปกติอย่างไร

 Intrusion Detection System (ต่อ)
                โดยส่วนใหญ่จะจำแนกประเภทความผิดปกติออกเป็น 3 ระดับ
          -  การสำรวจเครือข่าย : ความพยายามในการรวบรวมข้อมูลก่อนการโจมตีของผู้บุกรุก เช่น การสแกนหา IP Address (IP Scans),การสแกนหาพอร์ต (Port Scans), การสแกนหาพอร์ตที่สามารถส่งโทรจันเข้าสู่เครือข่ายได้ (Trojan Scans), การสแกนหาจุดอ่อนของระบบ (Vulnerability Scans)
และ การทดสอบสิทธิการใช้งานไฟล์ต่างๆ (File Snooping)
                -  การโจมตี: ความพยายามในการโจมตีเครือข่าย ซึ่งควรให้ระดับความสำคัญสูงสุด เช่น การ
พบความผิดปกติของการส่ง packet ซ้ำๆ เข้าสู่เครือข่าย หรือ ลักษณะของ Packet บนเครือข่ายจากคนละผู้ส่งแต่มี signature เดียวกัน
                -  เหตุการณ์น่าสงสัยหรือผิดปกติ : เหตุการณ์อื่นๆ ที่ผิดปกติที่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทต่างๆ

CryptographyCryptography
                CryptographyCryptographyคือการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการดักดูข้อมูลจาก Sniffer โดยปัจจุบันการเข้ารหัสข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
-                   Symmetric Key Cryptography
-                   Public Key

Authorized
                การพิสูจน์ตัวตนบนเครือข่าย เป็นการระบุถึงผู้ส่งและผู้รับข้อมูลบนเครือข่ายว่าเป็นตัวจริงหรือไม่ โดยมีวิธีการ 2 วิธีคือ
-                   Digital Signature คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ลงท้ายไปกับข้อมูลที่ส่งไปบนเครือข่าย โดยขึ้นอยู่กับนโยบายการใช้งานของแต่ละเครือข่ายดังนั้น Digital Signature อาจเป็น รหัสผ่าน, ลายนิ้วมือ หรือ Private Key เป็นต้น
-                   Certificate Authority คือ หน่วยงานหรือองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อรับรองสิทธิการเข้าถึงเครือข่ายและข้อมูลบนเครือข่าย ของทั้งผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับธุรกรรมต่างๆ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

 Secure Socket LayerSecure Socket Layer
                คือ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือเป็นโปรโตคอลตัวหนึ่ง มีหน้าที่หลักๆ คือ
-                   Server Authentication คือการพิสูจน์ตัวตนของผู้ให้บริการ โดยติดต่อกับ CA: Certificate Authority เพื่อตรวจสอบความมีอยู่จริง
-                   Client Authentication คือการพิสูจน์ตัวตนของผู้รับบริการ เพื่อตรวจสอบความมั่นใจว่า ผู้ให้บริการติดต่อกับใครอยู่ (IP อะไร) หรือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สามารถพิสูจน์ตัวตนได้จริง
                -       Encrypted Session คือการเข้ารหัสข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการทำธุรกรรมครั้งนั้นๆ อยู่

Virtual Private NetworkVirtual Private Network
                คือ เครือข่ายส่วนบุคคลเสมือน หรืออุโมงค์ข้อมูลที่ทำงานอยู่บนเครือข่ายสาธารณะ สามารถแบ่งออกตามลักษณะการใช้งานได้ 3 ประเภท
-                   Access VPN คือ VPN สำหรับผู้ที่เชื่อมต่อระยะไกล
-                   Intranet VPN คือ VPN ที่ใช้ส่งข้อมูลที่เป็นความลับระหว่างบุคคล หรือหน่วยงานภายในองค์กร
-                   Extranet VPN คือ VPN ที่ใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญระหว่างองค์กร